ลิเวอร์พูล ผงาดคว้าแชมป์ ลีก คัพ สมัยที่ 9

นัดชิงชนะเลิศ  คาราบาว คัพ  ประจำซีซั่นนี้ที่เวมบลีย์  เป็นการเจอกันของ  2  ยักษ์ใหญ่พรีเมียร์ลีกเชลซีของโธมัส  ทูเคิ่ล  ที่ฝ่าด่านสเปอร์สในรอบตัดเชือกทำเซอร์ไพรส์ให้  เทรโวห์  ชาโลบาห์  กองหลังดาวรุ่ง

 

ลงตัวจริง  พร้อมได้  รีช  เจมส์  หายเจ็บกลับมาเป็นสำรอง  ส่วน  มาเตโอ  โควาซิช  ก็ผ่านความฟิตลงคุมแดนกลางได้  ขณะที่หอกเป้ายังเป็น ไค  ฮาแวร์ทช์  เนื่องจาก   โรเมลู  ลูกากู  ฟอร์มตกอย่างหนัก

ส่วนหงส์แดง  เจอร์เก้น  คล็อปป์   ให้คลีวีน  เคลเลเฮอร์  ประตูหนุ่มลงเฝ้าเสา  เพราะลงเล่นในรายการนี้มาตลอด  แนวรุกก็จัดเต็ม  นำโดย  3  ประสานมหากาฬ  โมฮาเหม็ด  ซาลาห์ , ซาดิโอ  มาเน่ และ หลุยสฺ  ดิอาช  โดยได้  ดีโอโก้  โซต้า  ฟิตพอกลับมาเป็นสำรอง  แต่แดนกลางต้องมีการปรับกะทันหัน  เมื่อ  ติอาโก้  อัลกันตาร่า  ได้รับบาดเจ็บตอนวอร์ม ต้องส่ง  นาบี  เกอิต้า  ลงสนามแทน  แค่  5  นาที เชลซีเกือบนำเร็ว ไค  ฮาแวร์ทซ์  ไหลออกริมเส้นขวาไปให้ เซซาร์  อัซปิลิกวยต้า  เปิดต่อมาให้ คริสเตียน  พูลิซิช  สอดมาแปด้วยซ้ายเน้นๆ แต่ติดเซฟ  ควีวีน  เคลเลเฮอร์  ที่ยืนปิดมุมได้ดี   ลิเวอร์พูลพยายามตั้งเกมสู้และมีลุ้นเล็กๆเหมือนกันนาที่  12  ซาดิโอ มาเน่  เลื้อยเข้ากรอบบอลทะลักไปถึง  หลุยส์ ดิอาช  ที่ยิงทันที แต่ติดบล็อกแนวรับสิงห์บลู

ถัดมาเกมต้องหยุดชั่วครู่ เมื่อ  ติอาโก้  ซิลวา  มีอาการบาดเจ็บบริเวณแขน แต่ก็เล่นต่อได้ หลังได้รับการปฐมพยาบาล  จากนั้นนาที 15 สิงห์บลูได้ลุ้นต่อ  ฮาแวร์ทซ์  ลุ้นขึ้นทางซ้าย  ก่อนไหลเข้ากลางให้  เมสัน เมาน์ท  ตวัดยิงทันทีแต่บล็อกบอลเด้งออกมาเข้าทาง  มาเตโอ โควาซิช  ที่ยิงยัดไปใหม่ แต่ก็ติดบล็อกอีก  ถัดมา 3 นาที หงส์ก็กดดันได้เช่นกัน  เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์  วางยาวเข้ากรอบให้มาเน่พุ่งโหม่ง  แต่โดนผิดเหลี่ยม  บอลหลุดออกไปไกล ต่อด้วยนาที  21  จากฟรีคิกที่มาเน่โดนเมาน์ททำฟาวล์  ก่อนที่เทรนท์จะเล่นสั้นเขี่ยให้  โมฮาเหม็ด  ซาลาห์ยิง แต่ส่งบอลหลุดออกหลังไปแบบไม่ได้ลุ้น  นาที  27  หงส์แดงฟ้องจะเอาจุดโทษจากเตะมุมแล้วบอลไปโดนมืออัชปิลิกวยต้าแบบไม่ตั้งใจผู้ตัดสินก็ไม่ได้ว่าอะไร

เกมผ่านครบครึ่งชั่วโมง  ลิเวอร์พูลพลาดโอกาสทองเหลือเชื่อ  เริ่มจากมาเน่ที่ไหลให้เกอิต้ายิงไกลนอกกรอบ  บอลพุ่งเรียด แต่เมนดี้ยังพุ่งปัดไว้ได้  บอลยังไม่พ้นอันตราย  มาเน่ปรี่มาซ้ำดาบสองทันที แต่ประตูเพื่อนร่วมชาติเซเนกัลก็ยังบล็อกไว้ได้อีกอย่างสุดยอด  นาที  35  เชลซีได้เสียวเล็กๆ เมาน์ทไหลออกซ้ายให้ฮาแวร์ทซ์หลุดเดี่ยวเข้าไปชิพข้ามตัวเคลเลเฮอร์ส่งบอลหลุดออกหลังไป  แต่ถึงเข้าก็ไม่ได้ เพราะถูกจับล้ำหน้าไปก่อนแล้ว  นาที  39  เคลเลเฮอร์ต้องออกแรงอีกครั้ง เมื่อพูลิซิช หลุดมาทางกราบขวาแล้วอัดเน้นๆ แต่ประตูหนุ่มหงส์แดงก็ยังป้องกันไว้เยี่ยม  ถัดมานาทีเดียว  สิงห์บลูก็เกือบได้เหมือนกันฮาแวร์ทซ์เอาบอลลงในกรอบแล้วไหลคืนให้ อัชปิลิกวยต้าอัดด้วยขวาต็มข้อ  ข้ามคานออกหลังไป  ท้ายครึ่งแรกนาที  44 เชลซีพลาดโอกาสทองไปอีก  พูลิซิชพาบอลตะลุยขึ้นมา  ก่อนจ่ายต่อให้ฮาแวร์ทซ์ทีแตะต่อออกขวาให้  เมาน์ท  ตวัดยิงเร็วทันทีแต่ก็ส่งบอลหลุดกรอบไปอีก  หมดครึ่งแรกยังเสมอกัน 0 – 0

ครึ่งหลังเริ่มได้ไม่นาน  เชลซีกดดันต่อทันทีฮาแวร์ทซ์หลุดขึ้นมาทางซ้าย ก่อนเปิดเรียดไปหน้าประตูแต่ไม่มีใครเข้าชาร์จทัน ต่อด้วยนาที 48 ทีมจากลอนดอนพลาดโอกาสทองไปอีก  ฮาแวร์ทซ์  ตักบอลเข้าในกรอบให้เมาน์ทหลุดกับดักล้ำหน้าสอดเข้ามาแปเรียด  บอลผ่านมือ  เคลเลเฮอร์ไปแล้ว  แต่ดันพุ่งไปชนโคนเสาอย่างน่าเสียดาย  นาที 52 เกมต้องหยุดชั่วคราว  เมื่อเมนดี้ที่พุ่งออกมาตัดบอลได้ก่อนที่มาเน่จะเข้าถึง  และได้รับบาดเจ็บเล็กน้อยในจังหวะปะทะ  แต่ก็ลุกขึ้นมาเล่นต่อได้  ถัดมา  6  นาที สิงห์ขยับเปลี่ยนตัวก่อน  เมื่ออัชปิลิกวยต้ามีอาการบาดเจ็บเล่นต่อไม่ไหวต้องส่ง  รีซ  เจมส์  ลงมาแทน

เกมรุกของเชลซีมาเป็นชุด นาที 59 เมาน์ท  สอดมารับบอลยาวจาก  มาร์กอส  อลอนโซ่  ก่อนทำชิ่งกับฮาร์ทซ์ แล้วได้วางเท้าแปเน้นๆ เคลเลเฮอร์รับกระฉอกจังหวะแรก แต่ก็ยังตามตระครุบไว้ได้  หงส์แดงตอบโต้คืนบ้างและได้เสียวสุดๆ นาที 65 จากความผิดพลาดของเมนดี้ที่เตะเปิดออกมาไม่ดีบอลเข้ามางมาเน่ที่คิดเร็วทำเร็ว  ไหลขึ้นหน้าห็ซาลาห์หลุดเดี่ยวเข้าไปชิพข้ามตัวเมนดี้  แต่ก็มี  ติอาโก้  ซิลวา  ตามมาเคลียร์ทิ้งที่หน้าปากประตู  แม้วิถีบอลจะไม่เข้ากรอบก็ตาม  กระทั่งนาที 67 ลิเวอร์พูลก็ส่งบอลเข้าก้นตาข่ายจนได้ จากฟรีคิกหน้ากรอบที่เทรนท์ตักไปเสาไกลให้มาเน่โหม่งกดลงพื้นชงมาให้ติปสอดมาโขกที่เสาสองเข้าประตูไป  แต่สุดท้ายก็ไม่ได้  หลังมีการเช็กวีเออาร์โดยผู้ตัดสินระบุว่า ฟาน ไดค์  อยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปก่อนและทำฟาวล์  ด้วยการขวางทางวิ่งของ รีซ เจมส์  นาที 73 เชลซีปรับหมากเน้นเกมรุกเต็มสูบ ส่ง โรเมลู  ลูกากู และ ติโม  แวร์เนอร์  ลงมาแทนเมาน์ท และ พูลิซิช

ถัดมา  5  นาที  เชลซีก็ต้องเฮเก้อเช่นกันแวร์เนอร์  ตักบอลจากทางซ้ายมาให้ฮาแวร์ทซ์โหม่งผ่านมือ เคลเลเฮอร์  เข้าไปแต่ก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งแวร์เนอร์ และ ลูกากู  ถูกจับล้ำหน้าไปก่อนแล้ว  หงส์แดงขยับบ้างเปลี่ยน  3  คนรวด ส่งฮาร์วี่ย์  เอลเลียตต์ , เจมส์  มิลเนอร์ และ ดีโอโก้  โชต้า  ลงมาแทน  จอร์แดน  เฮนเดอร์สัน , เกอิต้า และ มาเน่  ลิเวอร์พูลได้เสียวอีกนาที 86 จากเตะมุมบอลหลุดมาถึงดิอาซที่ได้ซัดเรียด เมนดี้ล่มตัวเซฟไว้ได้มาติปพยายามตามซ้ำ แต่เข้าไม่ถึงบอล ก่อนที่แนวรับเชลซีจะช่วยกันเคลียร์ออกมาไ ด้  เข้าสู่ช่วงทดเจ็บ 6 นาที หงส์แดงเกือบได้อีก ฟาน ไดค์ สอดมาโขกลูกเตะมุมเต็มๆ  แต่เมนดี้ก็ยังทุบทิ้งออกมาได้

เชลซีก็เกือบได้เหมือนกันในช่วงทดนาทีที่ 4  อลอนโซ่  ตวัดจากเส้นหลังไปให้ลูกากูตวัดยิงทันทีที่เสาแรกแต่เคลเฮเลอร์ก็ใช้ขาเซฟไว้ได้อย่างยอดเยี่ยม  จบเกมเสมอ 0 – 0  แบบสุดมันส์ต้องเหนื่อยกันต่ออีก 30 นาที ช่วงต่อเวลาหงส์เปลี่ยนตัวส่ง  อบราฮิมา โกนาเต้  ลงมาแทน มาติป  ต่อด้วย  ดิว็อค  โอริกี  ที่ลงมาแทน หลุยส์  ดิ  อ๊าซ  นาที  98  เชลซีส่งบอลเข้าก้นตาข่ายอีกครั้ง  ชาโลบาห์   แทงทะลุช่องให้ลูกากูหลุดเข้าไปล็อกหลบ โกนาเต้  ก่อนซัดเรียดด้วยซ้ายเข้าไป แต่ก็ไม่ได้อยู่ดีเพราะถูกจับล้ำหน้าไปก่อนแล้ว  สิงห์ได้ลุ้นอีกนิดนาที  105  อลอนโซ่หลุดไปเส้นหลังด้านซ้าย  ก่อนครอสไปหน้าประตู  แค่แวร์เนอร์ขึ้นโหม่งไม่ถึงอย่างน่าเสียดาย หมดครึ่งแรกของต่อเวลายังเสมอ 0 – 0

ครึ่งหลังของช่วงต่อเวลานาที  109  เชลซียิงเข้าอีกครั้ง ลูกากูเปิดจากซ้ายเข้ามาในกรอบให้ฮาแวร์ทซ์จับแล้วกดจมตาข่าย  แต่ก็ต้องเฮเก้อเหมือนเดิม เพราะอยู่ในตำแหน่งล้ำหน้าไปก่อน และก่อนหมดเวลานาทีเดียว สิงห์บลูเตรียมตัวดวลเป้าอย่างเต็มที่ด้วยการส่ง เกป้า  อาร์ริซาบาลาก้า ประตูจอมเซฟจุดโทษลงมาแทนเมนดี้ จบ 120 นาที เสมอ 0 – 0  ต้องตัดสินหาแชมป์กันด้วยการดวลจุดโทษ

ผลปรากฏว่าเป็นหงส์แดงที่ยิงแม่นกว่าเอาชนะไปอย่างดุเดือด 11 – 10  โดยฝั่งสิงห์บลู คนที่ยิงพลาดคือเกป้า  นายประตูที่ลงมาเป็นสำรอง  โดยยิงข้ามคาน ส่งผลให้ลิเวอร์พูลคว้าแชมป์ลีก คัพ ไปครองเป็นครั้งที่  9  ในที่สุด

รายชื่อนักเตะทั้งสองทีม

เชลซี  :  เอดูอาร์  เมนดี้  (เกปา อาร์รีซา บาลาก้า น.120) , เทรโวห์  ชาโลบาห์  , ติอาโก้  ซิลวา , อันโตนิโอ รือดิเกอร์ , เซซาร์ อัชปิลิกวยต้า (รีซ เจมส์ น.57) , เอ็นโกโล่ ก็องเต้ , มาเตโอ โควาซิช(เจอร์จินโญ่ น.105) , มาร์กอส อลอนโซ่ , เมสัน เมาน์ท(โรเมลู ลูกากู น.74) , คริสเตียน พูลิซิช(ติโม แวร์เนอร์ น.74) ไค ฮาแวร์ทซ์ 

ลิเวอร์พูล : ควีวีน เคลเลเฮอร์ , เทรนท์ อเล็กซานเดอร์-อาร์โนลด์ , โฌแอล มาติป(อิบรา  ฮิมา โกนาเต้ น.90) , เฟอร์กิล ฟาน ไดค์ , แอนดรูว์ โรเบิร์ตสัน , จอร์แดน เฮนเดอร์สัน(ฮาร์วี่ย์ เอลเลียตต์ น.79) , ฟาบินโญ่ , นาบี เกอิต้า(เจมส์ มิลเนอร์ น.80) , โมฮาเหม็ด ซาลาห์ , ซาดิโอ มาเน่(ดีโอโก้ โชต้า น.80) , หลุยส์ ดิอาซ(ดิว็อค โอริกี้ น.97)

ผู้ตัดสิน : สจ๊วร์ต แอ็ตต์เวลล์

สนาม : เวมบลีย์ สเตเดี้ยม , ลอนดอน

แมน ออฟ เดอะ แมทซ์ : เอดูอาร์ เมนดี้ (เชลซี)    

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *